ความหมายของการทำแท้งทางธรรมและทางโลก!

การทำแท้งนั้นคืออะไร ?
ความหมายของการทำแท้งทางธรรมและทางโลก

การทำแท้ง หากจะกล่าวถึงในหลักของการแพทย์และวิทยาศาสตร์ก็หมายถึง การทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงก่อนอายุครรภ์ครบ 28 สัปดาห์ ( 7 เดือน ) ซึ่งในประเทศไทยที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาและมีความเชื่อเรื่องการเวียนว่าย ตาย เกิดรวมทั้งบุญและบาปกันอยู่

การทำแท้งจึงยังเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายไม่ว่าจะกระทำโดยแพทย์ปริญญาที่มีใบอนุญาตหรือจะทำโดยหมอเถื่อนก็ตาม

ซึ่งตามกฎหมายแล้วจะอนุญาตให้ทำแท้งได้ 2 กรณีคือ กรณีที่หญิงผู้นั้นถูกข่มขืนแล้วเกิดมีการตั้งครรภ์ขึ้นมาและอีกกรณีหนึ่ง คือการตั้งครรภ์นั้นอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์ เท่านั้น นอกเหนือจากเหตุผลทั้ง 2 นี้ถือว่าเป็นการผิดกฎหมายทั้งสิ้น

แต่ถ้าหากเป็นเหตุผลในทางธรรมแล้วถือเป็นการลงมือฆ่าสิ่งมีชีวิตโดยเจตนาซึ่งถือว่าบาปมากทีเดียว การทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงตามหลักวิชาการในปัจจุบันจะสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ ๆได้แก่

ลักษณะและวิธีการทำแท้ง

1. แท้งโดยใช้ยา (Medical Abortion)

ยาที่ใช้ในการทำแท้งมีหลายชนิดได้แก่ Methotrexate ซึ่งมักจะใช้ร่วมกับตัวยาที่ชื่อ Misoprostol, และยา Ru-486 (Mifepristone) แต่ยาทั้ง 3 ชนิดนี้ไม่มีวางจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไปและส่วนใหญ่มีจำหน่ายในต่างประเทศที่มีกฎหมายสามารถทำแท้งได้อย่างเสรีแล้ว เนื่องจากเป็นยาควบคุมพิเศษ

นอกจากนี้ในปัจจุบันมีการค้นพบว่ายาที่ชื่อ Zytotec ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาโรคกระเพาะนั้นเมื่อสอดเข้าไปในช่องคลอด (ซึ่งมักจะเรียกกันว่า ยาเหน็บ) จะทำให้มดลูกบีบตัวและทำให้เด็กหลุดออกมา จึงเป็นยาที่วัยรุ่นนิยมใช้ในการทำแท้ง ซึ่งอาจทำให้เกิดการตกเลือดภายหลังแท้งได้มากจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

2. แท้งโดยใช้เครื่องมือ (Surgical Abortion)

การทำแท้งโดยใช้เครื่องมือช่วยนั้นยังสามารถแบ่งออกไปได้อีก 3 วิธี คือ

การปรับประจำเดือน

การปรับประจำเดือนจะใช้ในกรณีที่รอบประจำเดือนของสตรีขาดมาไม่เกิน 8 สัปดาห์ โดยไม่สนใจว่าการขาดเลือดนั้นเกิดจากการตั้งครรภ์หรือไม่ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยเครื่องดูดสูญญากาศ หรือกระบอกดูดสูญญากาศกับหลอดดูดซึ่งมีขนาดเล็กเท่าหลอดกาแฟ ถ้าผู้ทำแท้งเป็นสูติ-นรีแพทย์ที่มีประสบการณ์มาก ๆแล้วก็จะใช้เวลาทำประมาณ 2 นาที ทำเสร็จกลับบ้านได้เลย แต่ก็ยังอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้เช่น มดลูกทะลุ หรือมีอาการการอักเสบติดเชื้อ เป็นต้น

การขูดมดลูก

วิธีการนี้ สามารถกระทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 4-12 สัปดาห์คืออายุครรภ์ระหว่าง 1 – 3 เดือนหรือช่วงเวลาที่ท้องอ่อน ๆนั่นเองซึ่งใช้เวลาทำประมาณ3-10 นาที ทำเสร็จแล้วกลับบ้านได้เลย แต่ก็จะมีอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ มดลูกอาจทะลุ,มดลูกอักเสบ ถ้าคนทำไม่มีความชำนาญพออาจขูดลึกถึงกล้ามเนื้อมดลูก ทำให้มีเลือดออกกระปริบกะปรอยเรื้อรังซึ่งเมื่อตั้งครรภ์ครั้งต่อไปผู้ตั้งครรภ์ก็จะมีโอกาสแท้งได้ง่าย

การเร่งคลอด

การเร่งคลอดจะใช้ในกรณีตั้งครรภ์มีอายุ 16-27 สัปดาห์ ( 4 – 7 เดือน) ซึ่งกรณีนี้ผู้ที่ทำแท้งต้องนอนโรงพยาบาล การทำก็โดยฉีดน้ำเกลือเข้มข้น 20% เข้ามดลูกโดยผ่านทางหน้าท้อง หลังจากนั้นก็ใส่ยาเร่งคลอดในน้ำเกลือโดยค่อยๆหยดทางสายน้ำเกลือเข้าเส้นเลือด

บางคนอาจใช้ยาขยายปากมดลูกสอดเข้าทางช่องคลอดช่วยให้การคลอดง่ายขึ้นด้วย เมื่อปวดท้องคลอดก็ต้องเบ่งเหมือนคนคลอดทั่วไป ซึ่งจะได้ผลในเวลา 24 ชั่งโมงถึง 48 ชั่วโมง และก็มีอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน ได้แก่ มดลูกทะลุ,การอักเสบติดเชื้อและเด็กที่คลอดแล้วก็จะเสียชีวิตไป

จะเห็นได้ว่าการทำแท้งนั้นแม้จะกระทำโดยถูกต้องตามหลักวิชาการ และกระทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็อาจมีอันตรายถึงชีวิตเกิดขึ้นได้ นอกจากผิดกฎหมายและมีอันตรายถึงชีวิตแล้วการทำแท้งตามหลักพระพุทธศาสนายังถือว่าเป็นบาปกรรมหนัก เนื่องจากเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการฆ่าทำลาย ชีวิตมนุษย์อันเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง ซึ่งการแสดงเจตนาและการลงมือไปทำแท้งนั้นมีความแตกต่างไปจากการแท้งเองโดยไม่เจตนา

การแท้งโดยไม่เจตนา

เรื่องนี้เชื่อว่าทุกคนคงจะให้ความสนใจกันมาก เพราะในสังคมสมัยใหม่นี้เสี่ยงมากเหลือเกินกับการที่จะแท้งลูกด้วยสาเหตุต่างๆ ถ้าเด็กแท้งโดยอุบัติเหตุเช่น ตกบันได หรือ คุณแม่ถูกกระแทกทำร้ายร่างกาย หรือ กินยาที่มีผลต่อทารกในครรภ์โดยไม่ได้มีจิตหรือความต้องการที่จะขับเด็กออกมา ก็ไม่ถือว่าเป็นกรรมหนัก เพราะเป็นกรรมของเด็กเอง

ซึ่งหากว่ากันด้วยเพราะหลักของกรรมนั้น ผู้เขียนขอนำเอาบทอรรถกาที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก จูฬกัมมวิภังคสูตร ว่าด้วยกรรมของสรรพสัตว์จากอดีตชาติที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน เรื่องน่ารู้นี้ปรากฏอยู่ในวิภังคสูตรข้อที่ 35 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย พระไตรปิฎกเล่มที่ 14 อุปริปัณณาสก์ ซึ่งมีใจความกล่าวเล่าถึงพระพุทธองค์ตรัสตอบคำถามของ สุภมาณพ

พระพุทธองค์ขณะประทับอยู่ ณ วัดเชตวันมหาวิหาร ทรงตอบคำถามของ สุภมาณพ บุตรแห่งโตเทยยพราหมณ์เกี่ยวกับผลร้ายผลดี ต่าง ๆ 7 คู่ ว่าเนื่องมาจากกรรมคือการกระทำของสัตว์ ในที่นี้ขอยกคำถามคู่ที่ 1 ว่าด้วยกรรมของคนที่อายุน้อยและอายุยืน คือ

“ดูกร สุภมาณพ การที่บุคคลเป็นผู้มีอายุน้อยเพราะฆ่าสัตว์มาเป็นจำนวนมาก และบุคคลผู้มีอายุยืนยาวก็เพราะไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไม่เคยเบียดเบียนใคร”

เมื่อพระองค์แสดงธรรมด้วยการตอบปัญหาครบ 7 คู่ตามที่สุภมาณพสงสัยแล้วก็ตรัสเป็นพระวจนะว่า

“…ดูกรมาณพ สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีต ฯ”

เมื่อสุภมาณพ บุตรแห่งโตเทยยพราหมณ์ได้ฟังธรรมแล้วก็กราบสรรเสริญพระธรรมเทศนา และแสดงตนเป็นอุบาสก ถือเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

หากเราพิจารณาความตามนี้ก็จะเห็นได้ว่าผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดนั้นก็คือ เด็กทารกที่ไม่มีโอกาสได้เกิดอันเนื่องมาจากกรรมที่เขาเคยเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นไว้มาก ส่วนผู้ที่อายุยืนมาก ๆ ยืนยาวเป็นร้อยกว่าปีก็เพราะเขาได้รักษาศีลข้อที่ 1 คือไม่เบียดเบียนชีวิตใคร ๆมาดีมากนั่นเอง

ในการที่เด็กจะต้องตายอีกครั้งไปตามกรรมที่ทำมาซึ่งมาจากกรรมที่มีความผูกพันกันอยู่แม้ว่าจะเป็นกรรมที่ทำมาของเด็กคนนั้นเอง แต่ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นกรรมของแม่เด็กเองที่ผูกพันกันมา

ซึ่งแม่และเด็กอาจเคยร่วมเวรกันมาเลยต้องโคจรมาเจอกัน ให้มาบังเกิดร่วมในอุทรของมารดาจึงต้องรับผลกรรมนั้นร่วมกันไป ซึ่งบางรายอาจมีความรุนแรงระดับที่มารดาของเด็กต้องเสียชีวิตไปด้วยก็มีปรากฏให้เห็นกันมากมาย

ซึ่งถ้าจะให้กรรมนั้นยุติลง ต้องมีการอโหสิกรรมกันและกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งต้องเป็นหน้าที่ของแม่ที่มีชีวิตอยู่ ยังมีโอกาสที่จะสร้างบุญ ส่งบุญให้เด็กที่ตาย จนกว่าเขาจะพอใจเขาถึงจะยอมอโหสิกรรมให้ ซึ่งมีหลายวิธีที่จะกล่าวต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก : ธ.ธรรมรักษ์

Comments

comments