ปลาดุกแดดเดียว ทำเอง อร่อยถูกปาก รสชาติถูกใจ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดนครศรีธรรมราช กรมประมง ได้เผยแพร่วิธีการผลิตปลาดุกแดดเดียวสำหรับประชาชนที่สนใจนำไปผลิตเอง ด้วยกรรมวิธีที่ไม่ยากและซับซ้อนขณะที่รสชาติถูกปากคนไทย
ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดนครศรีธรรมราช กรมประมง ได้เผยแพร่วิธีการผลิตปลาดุกแดดเดียวสำหรับประชาชนที่สนใจนำไปผลิตเอง ด้วยกรรมวิธีที่ไม่ยากและซับซ้อนขณะที่รสชาติถูกปากคนไทย

     ขั้นตอนการทำง่ายๆ และใช้เวลารวดเร็ว ทำตอนเช้า กินตอนเที่ยง หรือ ทำตอนเที่ยง กินตอนเย็นได้เลย อุปกรณ์ในการผลิตประกอบด้วย

  • ปลาดุกขนาด 7-10 ตัวต่อกิโลกรัมนำมาตัดหัวเอาไส้ออกแล้ว ใช้มีดผ่าด้านท้องยาวถึงหางในลักษณะแผ่ออก จะได้น้ำหนักปลาประมาณ 1 กิโลกรัม
  • น้ำตาลทรายแบบไม่ขัดสี 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ถ้วยตวง

กะละมัง 1 ใบสำหรับการใส่ปลาที่เตรียมแล้วผสมคลุกเคล้ากับเครื่องปรุง

     วิธีทำ

  • ล้างปลาให้สะอาดด้วยน้ำส้มสายชู น้ำมะนาว หรือน้ำส้มจี๊ด ตามที่หาได้ในพื้นที่
  • เอาเลือดปลา ไขมันออกให้หมด
  • ล้างน้ำให้สะอาดพักปลาไว้ 1-2 ชั่วโมงเพื่อให้กล้ามเนื้อปลาคลายตัว ซึ่งเคล็ดลับความอร่อยและถูกปากคนไทยจะอยู่ที่ความสดและการล้างปลาที่สะอาด 
  • ตวงน้ำปลา 1 ถ้วยตวง น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ ผสมจนเข้ากันในกะละมังที่เตรียมไว้
  • นำปลาดุกที่ทำเรียบร้อยแล้วมาคลุกเคล้าน้ำปลาและน้ำตาล รอให้เครื่องหมักซึมซาบเข้าเนื้อปลาประมาณ 5 นาที
  • เมื่อปลาและเครื่องหมักเข้ากันดีแล้ว จึงนำปลาดุกออกมาตากแดดประมาณ 1 วัน หากแดดดี อาจใช้เวลาสั้นลง เหลือ 1/2 วัน ก็แห้งใช้ได้
  • เมื่อแห้งดีแล้ว นำไปทอดแบบไฟอ่อน ๆ ให้เหลืองกรอบนอกนุ่มใน นำมารับประทานตามที่ต้องการได้ 

      ส่วนปลาดุกแเดดเดียวที่เหลือสามารถเก็บรักษาโดยใส่กระปุกปิดฝา ใส่ไว้ในตู้เย็น ทยอยนำมาทอดรับประทานได้นานหลายวัน หรือนำมาตากแดดซ้ำได้ หรือหากนำไปจำหน่าย สร้างรายได้ก็สามารถทำได้เช่นกัน ซึ่งราคาขายในท้องตลาดโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 140-170 บาท 

      สำหรับปลาดุกนั้นเป็นปลาที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด ตลอดถึงที่ค่อนข้างกร่อย หรือแม้แต่ในหนองน้ำที่มีน้ำเพียงเล็กน้อยปลาดุกก็มีชีวิตอยู่ได้ เพราะปลาดุกเป็นปลาที่มีอวัยวะพิเศษช่วยในการหายใจเช่นเดียวกับปลาช่อน จึงสามารถดำรงชีวิตอยู่ในน้ำที่มีออกซิเจนเพียงเล็กน้อยได้เป็นอย่างดี 

      อีกทั้งเป็นปลาน้ำจืดที่คนไทยนิยมรับประทาน โดยจะพบได้ทั่วไปในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศอินเดีย เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย สำหรับประเทศไทยพบปลาดุกในคลอง หนอง บึง ต่าง ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดทั่วไป ปลาดุกที่พบในประเทศไทยมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 ชนิดแต่ที่เป็นที่รู้จักมีเพียง 2 ชนิด คือปลาดุกอุย และปลาดุกด้าน และปลาดุกที่นิยมเลี้ยงคือ ปลาดุกด้าน เพราะเนื้อปลาดุกด้านค่อนข้างแข็ง ทำให้สามารถขนส่งได้ในระยะทางไกล ๆ ประกอบกับเลี้ยงง่าย โตเร็ว จึงเป็นที่นิยมเลี้ยงกันมาก แต่สำหรับผู้บริโภคแล้ว จะนิยมปลาดุกอุย เพราะให้รสชาติดี เนื้อปลานุ่ม ฟู กลิ่นดี

     ซึ่งปลาดุกอุยที่นำมาเลี้ยงในประเทศไทยในปัจจุบันเป็นผลมาจากเมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. 2530 เกษตรกรได้นำพันธุ์ปลาดุกชนิดหนึ่งจากประเทศลาวเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย ซึ่งกรมประมงได้ให้ชื่อว่าปลาดุกเทศ (ปลาดุกยักษ์ หรือ ปลาดุกรัสเซีย) มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา เป็นปลาที่มีการเจริญเติบ โตรวดเร็วมาก สามารถกินอาหารได้แทบทุกชนิด มีความต้านทานโรคและสภาพแวดล้อมสูงเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ แต่ปลาดุกชนิดนี้มีเนื้อเหลว และมีสีซีดขาว ไม่น่ารับประทาน 

     ต่อมานักวิชาการไทยได้ประสบความสำเร็จในการผสมเทียมข้ามพันธุ์ระหว่างปลาดุกอุยเพศเมีย และปลาดุกยักษ์เพศผู้ ได้ปลาลูกผสมเรียกว่า ดุกอุยเทศ หรือ บิ๊กอุย ซึ่งต่อมาเกษตรกรไทยนิยมเลี้ยงกันมากขึ้นเนื่องจากเลี้ยงง่าย มีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว อีกทั้งทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าปลาดุกชนิดอื่น 

      ทั้งยังเป็นที่นิยมบริโภคของประชาชน เนื่องจากมีรสชาติดีและราคาถูก ทำให้ปัจจุบันปลาดุกบิ๊กอุยได้รับการนิยมและเข้ามาแทนที่ตลาดปลาดุกด้านไปเป็นส่วนใหญ่.

-ข้อมูลจาก : www.dailynews.co.th

Comments

comments